หากถือว่า Google Translate (NMT) เป็นรุ่นที่ 3 การแปลภาษา AI ที่ใช้โมเดลภาษาแบบขนาดใหญ่ (LLM) เป็นพื้นฐาน ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่ 4
ลักษณะเด่นของรุ่นที่ 4 คือ สามารถเรียนรู้กฎ (บางประเภท) ในการแปล "คำศัพท์" หรือ "วลี" ได้อย่างง่ายดาย เมื่อเทียบกับรุ่นที่ 3
ในแง่นี้ AI แปลภาษารุ่นที่ 4 มีความคล้ายคลึงกับการแปลด้วยเครื่องรุ่นที่ 1 (ที่ใช้กฎเป็นหลัก) อย่างมาก
แม้แต่รุ่นที่ 3 ก็มีฟังก์ชันของพจนานุกรมคำศัพท์ หรือถ้าเป็น Google Translate ก็มีวิธีการเรียนรู้แบบถ่ายโอนอย่าง AutoML ที่สามารถปรับแต่งให้เหมาะกับแต่ละองค์กรได้ แต่ผลข้างเคียงกลับรุนแรงเกินไปจนบ่อยครั้งทำให้คุณภาพของการแปลลดลง ฟังก์ชันของพจนานุกรมสามารถใช้ได้กับคำนามเท่านั้น และวิธีการเรียนรู้แบบถ่ายโอน (AutoML) ก็ซับซ้อนเกินไป และยังพูดได้ยากว่ามีประสิทธิผลจริงหรือไม่
ในยุคที่ 4 นี้ เพียงแค่ลงทะเบียนกฎการแปลคำศัพท์หรือวลีไว้ในระบบก็เพียงพอแล้ว และเนื่องจากใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่เป็นฐาน จึงสามารถกำหนดกฎในรูปแบบเดียวกับเวลาที่ให้คำสั่งกับมนุษย์ได้
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าต้องการแปลคำว่า “ผลิตภัณฑ์” เป็น “product” เมื่อลงทะเบียนคำนี้ในพจนานุกรม ในรุ่นที่ 3 คำแปล “product” จะถูกกำหนดเป็นข้อความคงที่ ไม่สามารถเปลี่ยนรูปเป็นพหูพจน์ได้ และเมื่อเป็นหัวข้อก็จะไม่ถูกเปลี่ยนเป็น “Product” ด้วย ในยุคที่ 4 ระบบจะจัดการรูปแบบการผันคำที่จำเป็นให้โดยอัตโนมัติ
ในยุคที่ 4 ผู้แปลแต่ละคนสามารถพัฒนา AI แปลภาษาในระดับของตนเองได้ ในยุคที่ 1 ของการแปลด้วยเครื่องแบบใช้กฎ ผู้แปลแต่ละคนต้องซื้อซอฟต์แวร์แปลภาษาและค่อยๆ ลงทะเบียนคำศัพท์ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาผลลัพธ์ของการแปลด้วยเครื่อง (แม้ว่าจะเป็นความพยายามที่เหนื่อยแต่ได้ผลน้อยและไม่คุ้มค่า) ในเจเนอเรชันที่ 4 ก็สามารถทำสิ่งเดียวกันนี้ได้เช่นกัน
ในเจเนอเรชันที่ 4 สามารถลงทะเบียนคำศัพท์ได้ รวมถึงสามารถลงทะเบียนหน่วยความจำการแปล (TM) ซึ่งเป็นทรัพย์สินการแปลในอดีตได้ด้วย ยังสามารถลงทะเบียนวิธีการแปลในระดับวลีได้อีกด้วย และคุณภาพการแปลพื้นฐานก็ดีมากเช่นกัน สามารถพัฒนาการแปลด้วยเครื่องได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ
การเปลี่ยนแปลงรุ่นของการแปลด้วยเครื่องและ AI มักจะเกิดขึ้นทุก ๆ 10 ปี อีก 10 ปีข้างหน้า น่าจะมีรุ่นที่ 5 ปรากฏขึ้น และไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าจะเป็นอย่างไร
แต่อีก 10 ปีข้างหน้านี้ แน่นอนว่า AI แปลภาษายุคที่ 4 จะเป็นศูนย์กลางหลัก